- hi ! : Guest ?
- เจ้าของ blog :
hirokung
- วันที่สร้าง : 2006-11-02
- จำนวนผู้ชม : 24930
- จำนวนผู้โหวต : 184
| << | กรกฎาคม 2009 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
โรคติดเน็ตคุณเป็นหรือเปล่า???
อินเตอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น คือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นอกเหนือไปจากเรื่องไม่ดีไม่งามต่าง ๆ ที่หลั่งไหลมากับสื่อชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพลามกอนาจาร ไวรัส การพนัน หรืออะไรร้าย ๆ ทำนองนี้แล้ว แม้แต่คนเล่นเว็บที่เลือกชมแต่สิ่งดี ๆ ก็อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน
เนื่องจากในสังคมอเมริกันมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และนับวันก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจึงเกิดความเป็นห่วงกันว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพจิตใจคนบ้างหรือเปล่า ดังนั้นนาย David Greenfield นักวิจัยและนักจิตบำบัด จึงได้ร่วมกับสำนักข่าว ABC News ทำการสำรวจความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถึง 17,251 ราย ผ่านทางเว็บไซท์ www.abcnews.com
ซึ่งถือเป็นการศึกษากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา และได้นำเสนอผลงาน ครั้งนี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychological Association) เมื่อเดือนสิงหาคม (2542) ที่ผ่านมาเอง
ผลการศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวความคิดที่กำลังเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า ความอยากใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง หรือเราอาจเรียกว่า "โรคติดเน็ต" นั้น เป็นปัญหาทางจิตอย่างหนึ่ง และเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง
แบบสอบถามที่ใช้ในการสำรวจครั้งนี้
Greenfield ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามที่ใช้กับผู้ติดการพนัน ซึ่งถ้าผู้ถูกสำรวจตอบ "ใช่" มากกว่า 5 ข้อจากเกณฑ์ 10 ข้อ ก็จะถูกประเมินว่ามีอาการติดอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีผู้อยู่ในเกณฑ์นี้ 990 รายจากผู้ตอบทั้งหมด หรือ ประมาณ 5.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคิดว่าประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้านราย ก็หมายความว่าอาจจะมีผู้ติดเน็ตถึง 11.4 ล้านคนทีเดียว
Greenfield กล่าวว่า "ในฐานะนักบำบัด ผมพบผู้ป่วยทั้งประเภทที่ครอบครัวแตกแยก, เด็ก ๆ มีปัญหา, พวกที่ทำผิดกฏหมาย และ พวกที่กำลังใช้เงินมากเกินไป
อย่างไรก็ดีจำนวน 5.7 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหานั้น ก็จัดว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ที่คิดว่ามีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจของนักเรียนระดับวิทยาลัย นอกจากนี้การสำรวจยังทำผ่านเว็บไซท์เพียงแห่งเดียว และแบบสอบถาม ยังอยู่ติดกับหัวข้อข่าวเรื่องการติดอินเทอร์เน็ตด้วย ดังนั้นผู้ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จึงอาจมีแนวโน้มของอาการนี้อยู่แล้วก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผลสำรวจเบี่ยงเบนไปบ้าง
สำหรับผลสรุปอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้ก็เช่น
1 ใน 4 บองนักเล่นเว็บยอมรับว่าใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อบรรเทาความรู้สึกตกต่ำ, สิ้นหวัง, สำนึกผิด และความกลุ้มใจ
1 ใน 7 ยอมรับว่ามีความรู้สึกหมกมุ่นถึงอินเตอร์เน็ตระหว่างที่ไม่ได้เล่น
1 ใน 7 เช่นกัน บอกว่าเคยพยายามจำกัดการใช้ แต่ล้มเหลว
1 ใน 14 มีความรู้สึกกระวนกระวายและหงุดหงิดเมื่อพยายามจะลดการเล่น
1 ใน 25 ตอบว่าตนสูญเสียงาน โอกาสทางวิชาชีพ หรือความสัมพันธ์ที่สำคัญเพราะนิสัยการเล่นอินเตอร์เน็ต
"มากำจัดสิ่งที่ทำให้คุณไม่มั่นใจกัน"
กลิ่นปากไม่พึงประสงค์ มักจะเป็นปัญหาในอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คุณไม่มั่นใจในตนเอง ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีช่วยในคุณพิชิตกลิ่นปากเหล่านั้นได้ค่ะ
แต่ก่อนอื่น เรามาดูกันก่อนว่า กลิ่นปากเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง แน่นอนว่าสาเหตุต้น ๆ นั่นก้คือ เกิดจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป,เศษอาหารที่ค้างคาอยู่ตามซอกฟัน, แบคทีเรียในหมากฝรั่ง, การกินอาหารไม่ถูกหลัก (อันนี้พวกสาวไดเอ็ทต้องระวัง), การติดเชื้อทางระบบหายใจ, ระบบย่อยอาหารเกิดอาการผิดปกติ,การ เสื่อมและผุพังของเนื้อฟัน รวมถึงกลิ่นจากการสูบบุหรี่
และตัวการร้ายอันดับหนึ่ง ที่สำคัญมาก ๆ แต่มักจะถูกมองข้ามไป นั่นคือแบคทีเรียไม่รักดี ที่ทั้งเกิดและอาศัยอยู่บนลิ้นของเราๆท่านๆ นั่นเอง โดยแบคทีเรียชนิดนี้มีอยู่ในปากของทุกคน มีหน้าที่อะไรไม่รู้แน่ แต่ชอบเปลี่ยนตัวเองเป็นสารประกอบซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ซึ่งสารประกอบตัวนี้พอมีมากๆเข้าก็จะทำให้เกิดกลิ่นปากตามมา
ส่วนวิธีใดบ้างนั้นที่จะช่วยลดการเกิดกลิ่นปาก มาดูกันเลย...
1. อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย
2. ดื่มน้ำมากๆ ช่วยล้างแบคทีเรียออกจากน้ำลาย
3. แปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และอย่าลืมแปรงด้านบนของลิ้น อันเป็นที่เกิดของแบคทีเรียด้วย 4.ใช้ไหมขัดฟันวันละ 2-3 ครั้ง
4. ถ้าไม่สะดวกจะแปรงฟัน ให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปาก
5. เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
6. เคี้ยวใบผักชีฝรั่งหรือกานพลูหลังมื้ออาหาร
7. งดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม,หอมใหญ่,พริกไทย และชีส
8. หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่นๆที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
9. กินอาหารให้ครบหมู่ แม้ว่าคุณจะกำลังลดความอ้วนอยู่ก็ตาม
10.เลิกสูบบุหรี่
11.ตรวจสุขภาพฟันสม่ำเสมอ
วิธีง่าย ๆ ลองไปทดลองทำกันดู เดทหน้ารับรองว่าไม่มีปัญหากลิ่นปากมากวนใจคุณแน่นอน...
นายฮิโรกิคุง


